ภาษาไทย
เข้าสู่ระบบ!! บทความ

เมนู
เข้ามาพูดคุยกัน

สถิติของเวบไซต์
เปิดเวบเมื่อ 12/04/2551
ปรับปรุงเวบเมื่อ 15/05/2560
ผู้ชมทั้งหมด
สินค้าทั้งหมด 88
0103549006941


หมวดหมู่สินค้า/บริการ
ดัชนีราคา
รวมทุกหมวดหมู่ (88)
 ระบบดับเพลิง
 ระบบปรับอากาศ
 ระบบประปา/ระบบสุขาภิบาล
 ระบบท่อลม
 ระบบความเย็น
 งานสั่งผลิต



จดหมายข่าว
กรุณาใส่อีเมล์ของท่าน เพื่อรับข่าวสารที่น่าสนใจ



แบบสอบถามออนไลน์
ถังดับเพลิงจำเป็นสำหรับรถและบ้าน




บทความ
คำถาม-คำตอบเกี่ยวกับงานระบบป้องกันอัคคีภัย (อ่าน 7559/ตอบ 0)

 

Q : งานระบบป้องกันอัคคีภัยมีไว้ เพื่ออะไร?

A : เพื่อรักษาความปลอดภัยและช่วยแจ้งเตือน อุบัติเหตุจากเพลิงไหม้ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อ             ปกป้องชีวิตและทรัพย์สิน รวมทั้งบรรเทาความเสียหายในเบื้องต้น ซึ่งระบบทำงานโดยอาศัยการตรวจจับควันและเปลวไฟ และส่งสัญญาณแจ้งเตือน หรือทำการเชื่อมโยงสัญญาณไปยังระบบรักษาความปลอดภัยอื่น ๆ

 

Q : นับเป็นการสิ้นเปลืองหรือไม่ ในการติดตั้งงานระบบป้องกันอัคคีภัย ทั้งๆที่ มีโอกาสได้ใช้น้อยและยังต้องคอยเปลี่ยนและตรวจสภาพการใช้งาน?

A : ปัจจุบันมีการพัฒนาระบบป้องกันอัคคีภัย มีทั้งระบบสัญญาณแจ้งเหตุเพลิงไหม้ และระบบสปริงเกอร์ ซึ่งออกแบบและวิเคราะห์ด้วยคอมพิวเตอร์ จึงมีมาตรฐานที่ค่อนข้างแน่นอน ปลอดภัยและไม่สิ้นเปลืองงบประมาณ  นอกจากนี้ยังมีกฎหมายควบคุมอาคาร ที่มีขนาดเกินกว่า 10,000 ตร.ม. หรือสูงกว่า 23 เมตร จะต้องมีระบบนี้ 

 

Q : ประสิทธิภาพของงานระบบป้องกันอัคคีภัยมีข้อจำกัดและขอบเขตมากน้อยแค่ไหน?

Q  : ความยากง่ายในการใช้เครื่องช่วยในการดับเพลิง และ ทรัพยากรบุคคล?

A  : เนื่องจากการติดตั้งเครื่องดับเพลิงจะต้องติดตั้ง "ภายนอก" ห้องที่ป้องกัน เพราะเมื่อเกิดอัคคีภัยจะดำเนินการจากภายนอกห้อง คงไม่มีใครจะเสี่ยงเข้าไปหยิบเครื่องดับเพลิงจากภายห้องที่เกิดเหตุตำแหน่งที่ติดตั้งจะต้องเห็นได้ชัดเจนและมีป้ายแสดงพร้อมวิธีการใช้เครื่องมือดับเพลิงอย่างถูกต้อง เครื่องมือดับเพลิงมือถือ จะต้องตรวจสอบอยู่เสมอ เพื่อให้อยู่ในสภาพพร้อมที่จะใช้งานและจะต้องมีการซ้อมให้รู้จักวิธีการใช้อยู่เป็นประจำ โดยอาจจะเป็นพนักงานผู้รับผิดชอบหรือผู้พบเห็นเหตุการณ์นั้นๆก็ได้

 

Q : ปฏิกิริยาก่อนเกิดสัญญาณเตือนอัคคีภัยเป็นอย่างไร ถ้าหากมีคนสูบบุหรี่ เครื่องตรวจจับควันจะดำเนินการหรือไม่?

A :  อุปกรณ์จะตรวจสอบควันไฟ ที่เกิดจากการเผาไหม้ โดยใช้ลำแสงอิเล็กตรอน เมื่อเกิดควันไฟ อุปกรณ์นี้ก็จะส่งสัญญาณ ไปยังกล่องควบคุมหลัก เพื่อแจ้งเตือนภัยต่อไป หากมีคนสูบหรี่อาจจะเกิดสัญญาณแจ้งขึ้นทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความหนาแน่นของควันและความละเอียดของเซนเซอร์ดักจับ ซึ่งเครื่องดักจับควันหรืSmoke Detector นี้มักจะติดตั้งภายในอาคาร จึงมีกฎควบคุมอาคารห้ามสูบหรี่ภายในอาคาร เพื่อความปลอดภัย

 

Q  : ระบบสัญญาณแจ้งเหตุเพลิงไหม้ ประกอบไปด้วยอะไรบ้าง?

A  :  อุปกรณ์ตรวจจับเพลิง (Fire Detector) ซึ่งเป็นอุปกรณ์หลัก มีทั้งชนิดที่ทำงานโดยอาศัยอุณหภูมิความร้อน (Heat Detector) และชนิดที่ทำงานโดยอาศัยควันไฟ (Smoke Detector) นอกจากนี้ยังอาจจะมีชนิดพิเศษอื่น ๆ เช่น ชนิดที่ตรวจจับรังสีความร้อนอินฟราเรด (Infrared Detector) อุปกรณ์ตรวจจับเพลิงนี้จะส่งสัญญาณไปยังแผงควบคุม (Fire Alarm Panel) ซึ่งมักจะให้มีกระจายอยู่ตามโซนของอาคาร และมีแผงควบคุมหลัก (Central Fire Monitoring Panel) อยู่ที่ห้องควบคุมส่วนกลางของอาคาร เมื่อเกิดอัคคีภัยก็จะมีสัญญาณไฟ และเสียงเกิดขึ้นที่แผงควบคุม โดยจะมีเจ้าหน้าที่ประจำอยู่ หากตรวจสอบว่าไม่ใช่เป็นสัญญาณผิดพลาด (False Alarm) ก็จะดำเนินการในขั้นตอนต่อไป เช่น ส่งสัญญาณอันตรายภายในอาคารโดยอาศัยกระดิ่ง (Alarm Bell) ลำโพงฉุกเฉิน ฯลฯ เพื่อแจ้งให้คนหนีออกจากอาคาร รวมทั้งอาจจะสั่งการให้หยุดเครื่องปรับอากาศ ติดต่อพนักงานดับเพลิงดำเนินการดับเพลิง ตามมาตรการที่ได้กำหนดไว้ นอกจากนี้การส่งสัญญาณแจ้งเหตุเพลิงไหม้ ยังสามารถใช้อุปกรณ์แจ้งเหตุด้วยมือ (Manual Station) ด้วย

 

Q  : หากสปริงเกอร์พ่นน้ำลงมาเพื่อการดับเพลิงเพียงจุดเล็กๆ  จะก่อให้เกิดความเสียหายไปยังส่วนอื่นๆหรือไม่ และหากเกิดไฟฟ้าช็อตจะทำอย่างไร?

A  : การจัดวางงานระบบป้องกันอัคคีภัยส่วนใหญ่จะแบ่งตามโซน ดังนั้นส่วนอื่นๆที่ไม่เกี่ยวข้องก็จะไม่ได้รับความเสียหาย หากไฟฟ้าช็อตจากการโดนน้ำของสปริงเกอร์ ก็จะถูกตัดไฟอัตโนมัติด้วย MainBoard เพื่อความปลอดภัย

 

Q  : สายยางดับเพลิง มีมาตรฐานความยาวเกี่ยวข้องกับตึกหรือไม่ และควรมีระยะห่างกันเท่าใด

A  : สายส่งน้ำดับเพลิงขนาด 2.5 นิ้ว จะบังคับยาก และมีไว้สำหรับพนักงานดับเพลิงหรือผู้ที่เคยฝึกการใช้มาแล้ว ส่วนสายส่งน้ำขนาด 1 นิ้ว หรือ 1.5 นิ้ว นั้น มีไว้สำหรับคนทั่วไปใช้ได้ เพราะจะบังคับง่ายกว่า สายส่งน้ำขนาด 1 นิ้ว จะเป็นขดสายยางและนิยมใช้ในประเทศอังกฤษและยุโรปซึ่งจะสะดวกในการใช้เพราะเมื่อลากออกมาจากตู้เพียงไม่กี่เมตรก็จะฉีดน้ำได้เลย ส่วนสายส่งน้ำขนาด 1.5 นิ้ว จะเป็นสายผ้าโพลีเอสเตอร์เหมือนกับขนาด 2.5 นิ้ว ซึ่งจะต้องคลี่ออกตามตามความยาวของสายแล้วจึงจะเปิดน้ำเพื่อฉีดน้ำได้ จึงไม่สะดวกโดยทั่วไปในบ้านเราจึงนิยมใช้สายส่งน้ำที่เป็นสายยางขนาด 1 นิ้ว สำหรับให้คนทั่วไปใช้ได้ประกอบกับข้อต่อและสายส่งน้ำขนาด 2.5 นิ้ว  ความยาวมาตรฐาน 100 หรือ 150 ฟุต สำหรับให้พนักงานดับเพลิงใช้เมื่อพนักงานดับเพลิงมาถึง 

 

Q  : ถ้าหากอาคารสูงเกิน 10 ชั้นขึ้นไป จะทำอย่างไรในการขนย้ายคนออกจากอาคาร

A  :  จัดวางพื้นที่นิรภัยจะทำหน้าที่เป็นพื้นที่รองรับชั่วคราว (Buffer Area) ในระหว่างการอพยพคนได้ การจัดทางหนีไฟควรจะพิจารณาให้มีทางเลือกได้ 2 ทาง ซึ่งให้อยู่คนละทิศทาง (2-Ways Means of Escape) หากมีปัญหาอุปสรรคทำให้ไม่สามารถหนีได้ทางหนึ่งจะได้มีโอกาสที่จะหนีออกไปได้อีกทาง ดังนั้นการใช้บันไดชนิดที่มี 2 บันไดในปล่องบันไดที่ไม่ปลอดภัยเนื่องจากประตูบันไดจะอยู่ในบริเวณที่ใกล้กันเกินไป บันไดทุกบันไดไม่ว่าจะเป็นบันไดหนีไฟหรือบันไดสัญจรหลักจะต้องปิดด้วยประตูกันไฟเนื่องจากเมื่อเกิดอัคคีภัย ปล่องบันไดอาจจะเป็นทางกระจายของเพลิงและควันไฟได้เป็นอย่างดี ลิฟต์สำหรับพนักงานดับเพลิง อาคารสูงหรืออาคารขนาดใหญ่ จะต้องจัดให้มีลิฟต์สำหรับพนักงานดับเพลิงแยกต่างหากจากลิฟต์ทั่วไป และมีโถงที่มีระบบอัดอากาศที่มีขนาดไม่น้อยกว่า 6 ตารางเมตร พร้อมหัวต่อสายส่งน้ำดับเพลิงตามกฎหมายระบุให้มีลิฟต์ดับเพลิงอย่างน้อย 1 ชุด แต่ในทางปฏิบัติ ควรจะพิจารณาให้มีจำนวนมากกว่านี้ เช่น อาคารที่มีพื้นที่ต่อชั้นมาก ๆ หรืออาคารที่สูงมาก ๆ ควรจะมีลิฟต์ดับเพลิงสำรองด้วย

 

 

หลักการออกแบบอาคารให้ปลอดภัยจากอัคคีภัย
การออกแบบอาคารที่ดีโดยทั่วไป จะประกอบด้วยส่วนที่เรียกว่า Passive และส่วนที่เรียกว่า Active ส่วน Passive หมายถึง การวางตัวอาคารการกำหนดระยะห่างของอาคาร การจัดระบบจราจรของรถ การจราจรของคน การจัดบันได การจัดแนวผนังกันไฟ การหนีไฟ รวมถึงรูปแบบอาคาร ส่วน Active หมายถึง ระบบป้องกันเพลิง เช่น ระบบสัญญาณแจ้งเหตุเพลิงไหม้ ระบบเครื่องสูบน้ำดับเพลิง ท่อดับเพลิง ระบบสปริงเกลอร์ เครื่องดับเพลิง ระบบควบคุมควันไฟ เป็นต้น

            สำหรับอาคารสร้างใหม่ ควรจะให้ความสำคัญของส่วน Passive เป็นอย่างมาก เพื่อที่จะให้อาคารได้รับการออกแบบให้มีความปลอดภัยในตัว (Inherent Fire Safety) ตั้งแต่แรก หากอาคารมีความปลอดภัยในตัวแล้ว การที่จะเสริมด้วยระบบ Active ต่างๆ ก็จำทำได้ง่าย และมีประสิทธิภาพ
ส่วนอาคารที่สร้างแล้วหรืออาคารเก่า จะต้องมีการสำรวจเพื่อประเมินสภาพของอาคารแล้วจึงทำการปรับปรุงอาคารให้มีความปลอดภัยสูงขึ้น เช่น การเพิ่มประตูหนีไฟ การเพิ่มผนังกันไฟ หลังจากนั้นจึงเสริมด้วยระบบ Active ต่าง ในกรณีอาคารที่สร้างแล้วมักจะพบว่ามีปัญหาอยู่เสมอ และปรับปรุงได้ยาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งการติดตั้งระบบป้องกันเพลิงต่าง ๆ ในภายหลังจากที่อาคารสร้างเสร็จแล้ว มักจะพบว่าทำได้ยากและต้องลงทุนสูงกว่าในกรณีก่อสร้างอาคารใหม่หลายเท่าตัว เผลอๆ ในระหว่างการติดตั้งยังอาจจะไม่ปลอดภัยอีกด้วย

A : ขึ้นอยู่กับการจัดวางงานระบบของวิศวกรรมและสถาปนิกผู้ออกแบบ เป็นไปตามกฎหมายควบคุมอาคารและมาตรฐานสากลหรือไม่ โดยระบบป้องกันอัคคีภัยทั้งหมดประกอบด้วย ทางหนีไฟ พื้นที่นิรภัย  ระบบสัญญาณแจ้งเหตุเพลิงไหม้ ระบบสปริงเกอร์  เครื่องดับเพลิงมือถือ เครื่องดับเพลิงพิเศษ และวัสดุที่ใช้ในการก่อสร้างอาคารมีอัตราการทนไฟมากแค่ไหน อาคารที่ปลอดภัยควรจะมีโครงสร้างหลักที่มีความสามารถในการทนไฟได้โดยไม่พังทลาย ได้ไม่น้อยกว่า 2 ชั่วโมง และควรจะใช้วัสดุประกอบอาคารที่ไม่ติดไฟ และไม่ก่อให้เกิดก๊าชพิษเมื่อไฟเผา หากมีพื้นที่เก็บสารอันตรายควรจะมีผนังกันไฟที่สามารถทนไฟได้ไม่น้อยกว่า 4 ชั่วโมง อาคารที่ดีจะต้องสามารถป้องกันการลามของไฟได้ดี และต้องคงทนเมื่อเกิดอัคคีภัยมีการแบ่งพื้นที่ป้องกัน จัดให้มีผนังกันไฟ (Fire Compartment) และผนังกันควันไฟ (Smoke Compartment) 

 

เสนอความคิดเห็น
รายละเอียด : *
Fun & Emotion Icon Click here for more.
ชื่อ : *
อีเมล์ :
* กรุณากรอกตัวเลขและตัวอักษรให้ถูกต้อง
 

สินค้า/บริการ แนะนํา...
หัวจ่ายพลาสติก (ABS Diffuser)
กาวท็อปไทท์
หัวจ่ายแอร์ (Grille)
ถ้วยวัดลม (ฝาตรวจเช็ค) สำหรับท่อกลม
Spiral
 

บริการของร้านค้า
เว็บบอร์ด
บทความ









© 2001-2010. TARAD.com. All Rights Reserved.